Archive for the ‘Knowledge’ Category

WiFi (ไวไฟ), Hotspot, WLAN (อ่านว่า ดับบลิว-แลน)

“เครือข่ายไร้สาย” หรือเรียกกันไปในภาษาอังกฤษต่างๆหลายชื่อ อาทิเช่น WiFi (ไวไฟ), Hotspot หรือ WLAN (อ่านว่า ดับบลิว-แลน) ซึ่งฟังดูน่าฉงนเป็นอย่างยิ่ง เลยจะมาว่ากันด้วยเรื่องของที่มาของชื่อแซ่ดังกล่าว และ แนวคิดของ “เครือข่ายไร้สายกัน” ค่ะ

เส้นทางเดินของข้อมูล ซึ่ง หนึ่งในสื่อยอดนิยม ก็คืออากาศว่างเปล่าที่เรามองไม่เห็นตัวรอบ ๆ ตัวเรานั้นเอง แปลกตรงมันสามารถส่งคลื่นต่าง ๆ ทับซ้อนกันได้อย่างมากมายมหาศาล ยกตัวอย่างไม่ว่าจะเป็นทั้งคลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ คลื่นดาวเทียม คลื่นโทรศัพท์มือถือ หรือเข้าเรื่องของเราคือ คลื่นสำหรับการส่งข้อมูลในแบบเครือข่ายไร้สาย เราจะเห็นได้ว่า นี่คือนิยามของคำว่า Broad Band คือ ช่องทางที่กว้างจนสามารถส่งผ่านคลื่นต่าง ๆ ได้หลายหลากชนิดมาก ๆ และไม่ได้เกี่ยวพันกับ ก๊าซชนิดใด ๆ เพราะแม้แต่ในอวกาศที่ ปราศจากก๊าซ ก็สามารถส่งคลื่นดังกล่าวนี้ได้เช่นกัน

คราวนี้ กติกาที่จะไม่ให้ทุกคนตีกันมั่วไปหมด จึงต้องมีหน่วยงานที่กำหนดมาตราฐานสำหรับการนี้ ซึ่งเรากำลังพูดถึง สถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์นานาชาติ หรือบางคนอาจจะเคยผ่านตามากันบ้างเกี่ยวกับ ตัวอักษร IEEE (The Institute of Electrical and Electronics Engineers)

เริ่มต้นเมื่อปี 1997 หน่วยงาน IEEE ได้กำหนดมาตราฐานของเครื่อข่ายไร้สายขึ้นมาเป็นครั้งแรก ชื่อว่า มาตราฐาน IEEE802.11 ซึ่งตอนนั้นเครือข่ายไร้สายนี้มีความเร็วเพียง 1-2 เมก (Mpbs) เท่านั้น อีกทั้งข้อกำหนดมาตราฐานที่เพิ่งเริ่มต้นยังไม่ได้ระบุมาตราฐานที่สำคัญหลาย ๆ ข้อ อาทิเช่นระบบรักษาความปลอดภัย และ การระบุช่วงคลื่นที่จะสามารถใช้ได้จริง ๆ ซึ่งช่วงคลื่นของระบบเครือข่ายไร้สายหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 ช่วงคลื่นคือ 2.4 Ghz และ 5 Ghz (อ่านว่า กิกาเฮิร์ซ)

จริง ๆ มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ใครอยากจะใช้อะไรก็แข่งกันไปด้วยกลไกตลาด แต่กลับกลายเป็นว่า เครือข่าย 5 Ghz ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยโดยกรมไปรษณีย์ไทย ก็ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้กับอุปกรณ์ใด ๆ ที่ใช้คลื่นระดับ 5 Ghz ได้ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายส่วนใหญ่เลยรวมตัวกันพัฒนาเครือข่ายในย่านความถี่ 2.4 Ghz ขึ้นมากัน พร้อมกันระดมออกนวัตกรรมที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมาได้เยอะแยะมากมาย ซึ่งปัญหาคือการรับรองมาตราฐาน IEEE นั้นไม่ทันใจพวกพี่เขา จึงคิดซ่องสุมกำลังรวมตัวกัน ตั้งชื่อมาตราฐานเฉพาะกันขึ้นมาเอง ว่า WiFi ซึ่งย่อมาจาก Wireless Fidelity หรือจะแปลแนวพิลึก ๆ ตามประสาดิฉันว่า สาวกไร้สาย

พอ สาวกไร้สาย รวมตัวกันได้ ทีนี้ก็ฮึกเหิม เนื่องจากการทำมาหากินไม่เข้าใครออกใคร ออกแบบ Logo เครื่องหมายการค้ากันมาเสร็จสรรพ ก็ทำการประชาสัมพันธ์กันไปแบบจัดเต็มว่า เครือข่ายไร้สายคือ WiFi คนก็เอา Logo นี้ไปติดตามอุปกรณ์ไร้สายที่จำหน่ายทั่วไปรวมทั้งร้านเนตคาเฟ่กันอีกทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งทำให้หน่วยงานมาตราฐาน IEEE ต้องมาตามเก็บเรื่องย่อย ๆ อีกมาก ยกตัวอย่างเช่น มาตราฐาน IEEE802.11 นั้นยังแตกตัวออกเป็นตัวอักษรย่ออีก หลายหลาก เท่าที่เห็น ๆ และใช้กันไปแล้วก็คือ a/b/g/n ซึ่งพนันได้เลยว่า หลายท่านจะไม่ทราบเลยว่า มันหมายถึงอะไร ดิฉันก็จะบอกเพียงสั้น ๆ ว่า ไอ้ตัว A นี่แหละ 5 Ghz บ้านเราใช้ไม่ได้ เขาก็เลยพัฒนากันมาเริ่มตั้งแต่ B คือความเร็ว 11 เมก ตามมาด้วย G=54 เมก และ ล่าสุด กำลังเริ่มใช้กันบ้างแล้ว คือมาตราฐาน N จะเร็วได้ถึง 72 เมก ซึ่งหลาย ๆ อุปกรณ์บางยี่ห้อจะมีเทคโนโลยีพิเศษเฉพาะ เลยอาจจะทำความเร็วได้มากกว่านี้ ซึ่งก็มีจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง อันนี้เป็นธรรมชาติของการแข่งขันเรื่องใหม่ ๆ เพราะใครได้รับความนิยมก่อน ก็จะได้ขึ้นเป็นมาตราฐานก่อน และนั้นหมายถึงเงินที่จะไหลมาเทมา ใคร ๆ ก็อยากสร้างมาตราฐานให้คนนิยมได้ก่อน ทีนี้ IEEE จึงทำงานกันหนักเลยที่จะจัดระเบียบให้ผู้ผลิตเหล่านี้ ตกลงกันได้เสียที

ทีนี้คำถามคลาสิกคือว่า แล้วอินเตอร์เนตที่เราต่ออยู่นั้น มันได้ความเร็วที่ว่านั้นด้วยไหม คำตอบคือมันก็จะทำกับความเร็วที่ขอไว้กับผู้ให้บริการนั่นแหละค่ะ กล่าวคือ ถ้าคุณขอเนตมา 6 เมก ก็จะเล่นเนตด้วยความเร็วสูงสุดแค่ 6 เมก ต่อให้คุณใช้ มาตราฐาน WiFi ใหม่สุดตัว N ที่เคลมว่าเร็วได้ถึง 72 เมก แต่ตอนโหลดอะไรจากเนต ก็จะได้ไม่เกินจากที่คุณขอไว้นะคะ อย่าไปคิดว่า ไฟที่กระพริบ ๆ ที่ Icon รูปคอมพิวเตอร์มุมขวาล่างเขียนบอกว่าต่อได้ถึง 72 เมกแล้วจะได้ความเร็วตามนั้น ไม่ใช่นะคะ

คำว่า WLAN หลายคนก็จะเจออีก กล่าวคือมันก็เรื่องเดียวกันแหละคะ WLAN ย่อมาจาก Wireless Local Area Network ซึ่ง ก็แปลกลับมาเป็นไทยได้เหมือนเดิมคือ เครือข่ายไร้สาย เท่านั้นเอง แต่กลุ่มคนที่เรียกแบบนี้ ดิฉันอนุมานเอาว่า อาจจะไม่อยากเป็น สาวกไร้สาย หรือกลุ่มนักเทคโนโลยี่นักวิชาการที่ยังยึดมั่นกับมาตราฐาน IEEE ที่อาจจะช้าหน่อย และไม่อยากเข้ากลุ่มกับ WiFi เลยเรียกชื่อมันแนว ๆ ซะแบบนี้แหละ แต่มีข้อแม้นะคะ WLAN ไม่ใช่ WAN เด็ดขาดคนละวงกันเลยเพราะ WAN คือ Wide Area Network แปลว่าระบบ network แบบโครงข่ายระยะไกล ซึ่งอาจจะเป็นระบบสาย หรือ ไร้สายก็ได้ อันนี้เราพูดถึงระดับโครงสร้างใหญ่ระยะไกลนะคะ ไม่ใช่ WLAN ซึ่งเป็น ระบบไร้สายระดับเล็ก

สุดท้ายและ HotSpot ฟังดูร้อนแรงใช่ไหมคะ มันก็คือจุดที่ให้บริการ WiFi หรือ WLAN นั้นแหละค่ะ เนื่องจากระยะทางที่ครอบคลุมของ WiFi แบบมาตราฐานถูกต้องและได้ประสิทธิภาพจริง ๆ นั้นมันไปไม่ได้ไกลเกิน 30 เมตรเลย ดังนั้นในรัศมีรอบวงของจุดที่ให้บริการ WiFi ที่เราจะเห็นว่า คลื่นแรง สามขีดห้าขีดก็ว่ากันไปนั้นเขาเลยจะเรียกพื้นที่ใช้งานได้ดีบริเวณนั้นว่า HotSpot ไงคะ

เงื่อนไขรัศมี 30 เมตรของHotSpot ที่ว่านั้น ปัจจุบันเครื่องไม้เครื่องมือเขาก็จะพยายามแหวกข้อจำกัดทำให้ไปได้ไกลกว่านั้นเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็มีหลายวิธีมากค่ะ เช่นใส่เสาอากาศใหญ่ ๆ ซึ่งก็ต้องขออนุญาตกรมไปรษณีย์ไทย กันไป นอกนั้นก็อาจจะต้องติดตั้งอุปกรณ์ส่งที่เรียกว่า Access Point หรือ AP กันเป็นทอด ๆ หลาย ๆ อันซึ่ง วัตถุที่มีผลต่อสัญญาณ WiFi มากจริงๆ ไม่ใช่ ไม้ กระจก หรือ ปูน แต่กลับเป็นเหล็ก โดยเฉพาะบางพื้นอาคารใช้โครงสร้างภายในที่ทำด้วยเหล็กมาก ๆ จะมีความยากลำบากในการกระจายสัญญาณ HotSpot อย่างมากเลยคะ เพราะคลื่น WiFi มันจะวิ่งไม่ทะลุเหล็กแต่จะสะท้อนไปมา เละเลย

แต่กระนั้นผู้ให้บริการ HotSpot ก็ไม่ย่อท้อที่จะหาทางไปให้บริการ HotSpot ให้ได้มากที่สุด ซึ่งหากคุณได้แวะเวียนไปสถานที่ต่าง ๆ แล้วคิดว่าชีวิตตัวเองขาด Internet ความเร็วสูงไม่ได้ ดิฉันอยากแนะนำให้ลองเช็คกับผู้ให้บริการก่อนนะคะว่า จุดที่คุณจะไป มีให้บริการ HotSpot หรือไม่ ทางเวปไซท์ต่าง ๆ รวมทั้งพี่ใหญ่ของเรา CAT Internet ด้วยนะคะ เขามีบริการ WiFi ในหลาย ๆ พื้นที่ทีเดียวโดยเฉพาะต่างจังหวัด ดิฉันจะไปค้างอ้างแรมที่ไหน ต้องเช็คเรื่องนี้ก่อนเสมอ

ทีมา : www.me.in.th

เหตุผล 11 ประการที่ควรอัพเกรดเป็น Windows Server 2008

เหตุผล 11 ประการที่ควรอัพเกรดเป็น Windows Server 2008

Microsoft Windows Server 2008 ซึ่งมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเว็บและการทำเวอร์ชวลไลเซชันในตัว จะทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทต่างๆมีเสถียรภาพ และความคล่องตัวสูงขึ้นกว่าเดิม ประกอบไปด้วยเครื่องมือสำหรับทำเวอร์ชวลไลเซชัน ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับเว็บ และการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยที่จะช่วยให้บริษัทต่างๆประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งใช้เป็นแพลตฟอร์มของศูนย์ข้อมูลที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนเครื่องมือประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ อาทิเช่น Internet Information Services (IIS) 7.0 และ Server Manager จะช่วยให้คุณควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้มากขึ้น แถมยังช่วยให้งานที่เกี่ยวข้องกับเว็บ การปรับแต่งตัวแปร และการบริหารต่างๆทำได้คล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิมด้วย ในขณะที่การปรับปรุงเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพที่ดีขึ้น อาทิเช่น Network Access Protection และ Read-Only Domain Controller เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบปฏิบัติการ รวมทั้งช่วยปกป้องระบบเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้เป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการ ดำเนินธุรกิจต่อไป

  1. การรวมเซิร์ฟเวอร์และการปรับแต่งทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด -Hyper-V

    เซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่มักจะทำงานโดยใช้ศักยภาพของตนได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะมีส่วนของประสิทธิภาพในการประมวลผลที่ไม่ได้ใช้งานร้อยละ 80 ถึง 90 แต่โซลูชันการทำเวอร์ชวลไลเซชันที่ชื่อ Hyper-V ของ Windows Server 2008 จะช่วยให้เซิร์ฟเวอร์จริงเพียงเครื่องเดียวสามารถรองรับการทำงานของ เซิร์ฟเวอร์ “เชิงธุรกิจ” หลายๆชุดได้ Hyper-V จะช่วยให้องค์กรต่างๆใช้ทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แถมยังปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการด้านไอทีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ได้อย่างคล่องตัวอีกด้วย เครื่องมือบริหารชนิดใหม่จะช่วยให้ขั้นตอนการติดตั้งใช้งานทำได้ง่ายขึ้น แถมยังยอมให้แผนกไอทีบริหารเวอร์ชวลเซิร์ฟเวอร์โดยใช้เครื่องมือที่พวกเขา คุ้นเคยกับการบริหารเซิร์ฟเวอร์จริงของระบบเครือข่ายอยู่แล้ว

  2. Remote User เรียกใช้แอพพลิเคชันได้อย่างคล่องตัว -TS RemoteApp

    Windows Server 2008 ได้ทำการปรับปรุง Terminal Service และโซลูชันที่เกี่ยวข้องอย่าง Terminal Services RemoteApp (TS Remote App) ให้ดีขึ้นและทันสมัยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้แอพพลิเคชันแต่ละชนิด (แทนที่จะเป็นหน้าจอเดสก์ทอปเท่านั้น) ในเซสชัน Terminal Server ได้ แอพพลิเคชันเหล่านี้ทำงานในโฮสต์คอมพิวเตอร์ และจะทำการส่งวินโดวส์แอพพลิเคชันไปยังผู้ใช้เท่านั้น ซึ่งจะทำให้การทำงานในฝั่งไคล์เอ็นต์ใช้ทรัพยากรไม่มากนัก แถมยังลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและการติดตั้งใช้งานอีกด้วย

  3. การติดตั้งแบบโมดูล เพื่อใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด -Server Core

    เซิร์ฟเวอร์จำนวนมากมักทำงานที่มีความสำคัญเฉพาะด้านภายในระบบเครือข่าย ด้วยเหตุนี้ไมโครซอฟท์จึงได้จัดเตรียมทางเลือกในการติดตั้งซอฟต์แวร์ Server Core รูปแบบใหม่เพื่อให้ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด แต่ยังรองรับการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ในแต่ละบทบาทได้ วิธีการนี้จะช่วยให้เซิร์ฟเวอร์มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม แถมแผนกไอทียังสามารถใช้ประโยชน์จากฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก ด้วย นอกจากนั้นวิธีการนี้ยังจะให้การดูแลระบบและการบริหารการติดตั้งโปรแกรมซ่อม แซมที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากแผนกไอทีไม่จำเป็นต้องอัพเดทไฟล์และฟังก์ชันที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป

    ถ้าหากพูดถึงเซิร์ฟเวอร์ที่ทำหน้าที่เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานของ เครือข่ายแล้ว วิธีติดตั้ง Server Core แบบใหม่ยังช่วยให้ลูกค้ามีแพลตฟอร์มซึ่งมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพสูงขึ้น กว่าเดิมอีกด้วย การที่ Server Core โหลดคอมโพเน้นต์ของระบบปฏิบัติการเท่าที่จำเป็นเพื่อรองรับการทำงานเป็นระบบ โครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น ดังนั้นการติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซมก็จะลดลง รูปแบบดังกล่าวทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักของเครือข่ายมีเสถียรภาพและ ปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม

  4. จัดสรรเว็บแอพพลิเคชันและเนื้อหาได้อย่างสมบูรณ์แบบ -IIS 7.0

    เมื่อเนื้อหาบนเว็บเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น แถมเว็บยังกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญเพื่อรองรับการทำงานของแอพพลิเคชันเชิง ธุรกิจอีกด้วย ดังนั้นเว็บเซิร์ฟเวอร์จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบเครือข่ายของบริษัทหลาย แห่งไปแล้ว ไมโครซอฟท์จึงได้พัฒนา IIS 7.0 ให้เป็นโซลูชันที่รองรับการทำงานของเนื้อหาข้อมูลซึ่งมีเงื่อนไขมากเป็น พิเศษได้เป็นอย่างดี อาทิเช่นสื่อข้อมูลสตรีมมิงและเว็บแอพพลิเคชันที่อยู่ใน Active Server Pages และ PHP เป็นต้น IIS 7.0 มีการปรับปรุงอินเทอร์เฟซเพื่อช่วยให้งานบริหารทำได้ง่ายขึ้น บวกกับการออกแบบในลักษณะ Modular จึงช่วยให้ผ้ดูแลระบบลดพื้นที่อาจถูกโจมตีของเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยการติดตั้งเฉพาะคอมโพเน้นต์ที่จำเป็นเท่านั้น

  5. ประสิทธิภาพและระบบควบคุมเครือข่ายที่ดีกว่าเดิม -TCP/IP Stack แบบใหม่

    การใช้แบนด์วิธอย่างมีประสิทธิภาพส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลของผู้ใช้รีโมท ที่พึ่งพาระบบสื่อสาร WAN เพื่อเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์กลางขององค์กร การออกแบบ TCP/IP รุ่นใหม่ที่มีอยู่ใน Windows Server 2008 ช่วยให้การทำงานแบบรีโมทมีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก อันเป็นผลมาจากอัตราการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วขึ้น และการโอนย้ายสัญญาณภายในระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้ Windows Server 2008 ร่วมกับ Windows Vista ที่สำนักงานสาขาจะช่วยให้อัตราการรับส่งข้อมูลผ่านระบบสื่อสาร WAN ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

  6. ห้ามอุปกรณ์ไม่พึงประสงค์ไม่ให้เชื่อมต่อกับเครือข่าย -NAP

    การมีพันธมิตรและผู้ใช้โมไบล์จำนวนมากขึ้นที่ต้องการติดต่อกับระบบเครือ ข่ายขององค์กรของคุณ การรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายจากภัยคุกคามจากภายนอกจึงถือเป็นความท้าทาย ที่ต้องรับมืออย่างต่อเนื่อง ระบบ Network Access Protection (NAP) ใน Windows Server 2008 จะช่วยป้องกันคอมพิวเตอร์ซึ่งไม่ตรงตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่ให้ติดต่อกับ ระบบเครือข่ายขององค์กรได้ NAP สามารถตรวจเช็คสภาพของคอมพิวเตอร์ที่พยายามติดต่อเข้ามา และบังคับให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความ ปลอดภัยขององค์กรเสียก่อนจึงจะทำการเชื่อมต่อได้

  7. รองรับแนวทางระบบธุรกิจต่อเนื่องของระบบที่มีงานปริมาณมากๆ -ระบบที่พร้อมให้บริการ

    คุณสมบัติเกี่ยวกับระบบที่พร้อมให้บริการใน Windows Server 2008 สามารถสนองตอบต่อความต้องการขยายระบบของโซลูชันเชิงธุรกิจที่มีเงื่อนไขมาก เป็นพิเศษได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อได้ แม้ต้องเผชิญกับดาวน์ไทม์ที่ไม่ได้คาดคิดก็ตาม Windows Server 2008 รองรับการทำงานของคลัสเตอร์ซึ่งโอนถ่ายการทำงานจากจุดเสียไปยังจุดดีได้ มีระบบปรับสมดุลปริมาณงานในเครือข่าย มีระบบพาร์ทิชันฮาร์ดแวร์ที่เปลี่ยนแปลงสภาพได้ มีระบบจัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูง และมีโครงสร้างตรวจเช็คสภาพของฮาร์ดแวร์ในตัวด้วย ด้วยเหตุนี้การใช้ Windows Server 2008 จะช่วยป้องกันปัญหาจุดเสียเพียงจุดเดียวทำให้ระบบล่มทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ส่วนการติดตั้งใช้งานและการบริหารที่ทำได้ง่ายขึ้นจะช่วยให้องค์กรทุกขนาด ใช้ปมเด่นของคุณสมบัติเหล่านี้เพื่อทำให้ความพร้อมในการให้บริการ และเสถียรภาพของระบบดีขึ้นกว่าเดิม

  8. รองรับการทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัย -Active Directory Federated Rights Management

    บริษัทต่างๆต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับพันธมิตรและลูกค้าได้โดยที่ ไม่สูญเสียการควบคุมข้อมูลของตนเอง ระบบ Rights Management Services จะช่วยให้องค์กรต่างๆควบคุมการใช้เอกสารของตนได้ อาทิเช่นการกำหนดว่าใครที่สามารถเรียกดูเอกสารได้บ้าง พิมพ์เอกสารออกมาได้หรือไม่ รวมทั้งส่งต่อหรือลบเอกสารได้หรือไม่ ทั้งภายในและภายนอกบริษัท

  9. เชื่อมต่อกับระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ได้

    Windows Server 2008 มีระบบ Subsystem for UNIX-based Application (SUA) ที่เป็นสภาพแวดล้อมยูนิกซ์ซึ่งรองรับการทำงานของผู้ใช้ได้หลายคน บวกกับใช้งานกับคำสั่ง ยูทิลิตี้ และเซลล์สคริปท์ของยูนิกซ์ได้มากกว่า 300 ชนิด ผู้ใช้สามารถกำหนดชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านสำหรับโดเมน Windows และระบบยูนิกซ์ได้ ปรับความสอดคล้องของชื่อและรหัสผ่านโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงให้ แก่ระบบทั้งสองชนิด SUA ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ Windows ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้อิมูเลชัน ซึ่งจะช่วยให้คุณได้รับประสิทธิภาพของระบบยูนิกซ์อย่างแท้จริง รวมทั้งช่วยให้แอพพลิเคชันยูนิกซ์ใช้ประโยชน์จาก API และคอมโพเน้นต์ต่างๆของ Windows ได้ด้วย

  10. มีบริการช่วยเหลือตนเองสำหรับรีโมทไซต์

    รีโมทไซต์อาทิสำนักงานสาขามักมีปัญหาเรื่องของระบบไอทีเป็นประจำ การที่ไม่มีพนักงานไอทีประจำอยู่ที่สาขาทำให้การติดตั้งซอฟต์แวร์และการอัพ เดทระบบรักษาความปลอดภัยเสียค่าใช้จ่ายสูงและสิ้นเปลืองเวลาอย่างมาก แถมการบังคับใช้มาตรฐานระบบรักษาความปลอดภัยและ IP กับรีโมทไซต์ยังมักเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอีกด้วย แต่ Windows Server 2008 ช่วยให้ขั้นตอนการบริหารระบบแบบรีโมททำได้ง่ายเหมือนกับการบริหารระบบภายใน สำนักงานใหญ่ ดังนั้นผู้ดูแลระบบจะแก้ไขปัญหาจำนวนมากได้โดยใช้ระบบบริหารแบบรีโมท นอกจากนั้นระบบ Read-Only Domain Controller ชนิดใหม่ยังช่วยให้การบริหาร Active Domain ในระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบรีโมททำได้ง่ายขึ้นด้วย

  11. การบริหาร การควบคุม และการสร้างระบบอัตโนมัติทำได้ง่าย -Server Manager และ PowerShell

    Server Manager Console ก็คือคอนโซลแบบเบ็ดเสร็จเพียงช่องทางเดียวที่ใช้บริหารตัวแปรและข้อมูลระบบ ของเซิรฟเวอร์ แสดงสถานภาพของเซิร์ฟเวอร์ แยกแยะปัญหาโดยใช้การปรับแต่งตัวแปรที่อิงกับบทบาทของเซิร์ฟเวอร์ และบริหารบทบาททั้งหมดที่ติดตั้งเอาไว้ในเซิร์ฟเวอร์